14 Fashion Items อันไหนต้องโละ อันไหนต้องลอง รู้ไว้ไม่ให้เป็นสาวเฉิ่มโบ๊ะปี 2017

ไฮดี้ คลุม นางแบบสาวชื่อดัง เคยกล่าวไว้ว่า “ถึงเราจะอินเทรนด์ได้วันนึง วันต่อไปเราก็ตกเทรนด์แล้ว” และคงไม่มีอะไรเข้ากับประโยคนี้ได้ดีไปกว่าการย้อนไปดู Fashion Items เสื้อผ้าและเครื่องประดับต่างๆ ที่เราได้ใช้มาตลอดปี 2016 ที่ผ่านมา แล้วจัดแจงโละมันทิ้งไปในปีใหม่นี้ แต่นอกจากการโละแล้ว การหา Fashion Items อินเทรนด์มาทดแทนก็มีความ The Must ไม่ยิ่งหย่อน แพรวเลยจัดลิสต์สิ่งที่ต้องโละทิ้ง ควบคู่กับสิ่งที่หากคุณไม่อยากตกเทรนด์ก็ควรต้องลอง โดยยึดเทรนด์แฟชั่นสปริง-ซัมเมอร์ปี 2017 เป็นหลัก และไม่ว่าคุณจะยึดติดกับแจ็กเก็ตตัวเก่งมานานนับปีหรือเบื่อเทรนด์อะไรบางอย่างไปแล้ว ปี 2017 นี่คือโอกาสดีที่คุณจะได้ลองสไตล์ใหม่ๆ ด้วยการทิ้งของเก่าไว้ในตู้ ย้ำว่าในตู้ เพราะพร็อบแพร้บมันก็วนกลับมาใช้ใหม่ได้แล้วน่ะสิ แฟชั่นต้องโละ อันดับที่ 1: Bell Sleeves เสื้อแขนกระดิ่ง ภาพ : www.thetrendspotter.net ด้วยลุคดึงดูดสายตาและแอบเซ็กซี่เล็กๆ ทำให้เสื้อแขนกระดิ่งติดอันดับเทรนด์ประจำปีได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม แฟชั่นนี้ก็ทำให้เราหันมาคิดว่าจะมีอะไรที่เหนือกว่านี้ได้อีกมั้ยในปีใหม่นี้? แฟชั่นต้องลอง อันดับที่ 1: Ruffles รันระบาย และคำตอบของเราก็คือ ระบาย นั่นเอง […]

เปิด พระราชนิพนธ์ แรก ฉบับเต็ม… เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์

พระราชนิพนธ์  ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ‘เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์’ เป็นพระราชนิพนธ์แรกที่พระราชทานแก่ วงวรรณคดี อันเป็นบันทึกความทรงจำ หลังจากที่ทรง ‘รับ’ คำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นสืบสันตติวงศ์ไอศวรรย์สมบัติแล้ว จำต้องเสด็จฯ กลับไปทรงศึกษาต่อ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙ นับถึงวันนี้พระราชนิพนธ์ฉบับนี้มีอายุครบ ๗๐ ปีเต็มบริบูรณ์แล้ว ถือเป็นงานทรงคุณค่าสูงสุดอีกองค์หนึ่งที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้แก่ปวงชนชาวไทย ในการนี้แพรวขอน้อมอัญเชิญมาเผยแพร่อีกครั้งอย่างครบถ้วนทุกถ้อยความและสะกดตามต้นฉบับ เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์ “วงวรรณคดี” ได้ขอร้องให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ถนัดมาลงในหนังสือนี้นานมาแล้ว อันที่จริงข้าพเจ้าก็ไม่ใช่นักประพันธ์ เมื่ออยู่โรงเรียน เรียงความและแต่งเรื่องก็ทำไม่ได้ดีนัก อย่างไรก็ดีข้าพเจ้าก็ปรารถนาที่จะสนองความต้องการของ “วงวรรณคดี” อยู่บ้าง และเนื่องด้วยไม่สามารถที่จะเขียนเรื่องที่ข้าพเจ้ารู้บ้าง เช่น ดนตรี ศิลป วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือ กฎหมาย ฯลฯ ได้ เพราะไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ดีพอ ฉะนั้นจึงตกลงใจส่งบันทึกประจำวันที่เขียนไว้ก่อนและระหว่างวันเดินทางจากสยามสู่สวิทเซอร์แลนด์มาให้ และในโอกาสนี้ จึงขอขอบใจเป็นการส่วนตัวต่อทุกๆ คนที่มาถวายความจงรักภักดีที่มีต่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชของข้าพเจ้า ณ พระมหาปราสาท ตลอดจนความปรารถนาดีที่มีต่อตัวข้าพเจ้าเอง กับขอขอบใจเหล่าทหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการด้วยความจงรักภักดีต่อเราทั้งสองด้วย วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ อีกสามวันเท่านั้น เราก็จะต้องจากไปแล้ว […]

พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงโพสต์ไอจี ถวายความอาลัย “ตามเสด็จทูลกระหม่อมปู่เป็นวันสุดท้าย”

14 ตุลาคม 2559 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ซึ่งประทับนั่งในรถยนต์พระที่นั่งตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้าย ได้โพสต์ภาพที่พระองค์ทรงฉายขณะอยู่บนรถยนต์พระที่นั่งพร้อมทั้งบรรยายความรู้สึกผ่านทางอินสตาแกรมส่วนพระองค์ว่า “ตามเสด็จทูลกระหม่อมปู่เป็นวันสุดท้าย และเป็นครั้งสุดท้ายที่ตามหลังรถพระที่นั่งคันแรกแล้วสินะ จำความได้ว่าเราตามเสด็จฯครั้งแรกตอน 9 ขวบ จนถึงวันนี้จบแล้ว หัวใจแตกสลาย”   ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

รวมเหตุอัศจรรย์บนฟากฟ้า ห้วงเวลาน้อมอาลัย ในหลวงในดวงใจ เสด็จสู่สวรรคาลัย

เหตุอัศจรรย์ อาจเป็นเรื่องที่คนยุคใหม่คิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล งมงาย แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่แล้ว นี่คือเรื่องที่ไม่ไกลพ้นไปจากความเชื่อเราเท่าใดนัก โดยเฉพาะเมื่อเป็นเหตุอัศจรรย์ที่เกี่ยวเนื่องกับคนในราชวงศ์ และนับตั้งแต่ ในหลวงในดวงใจ เสด็จสู่สวรรคาลัย ไปเมื่อบ่ายวันพฤหัสสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลา 15.52 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ ห้วงเวลาก่อนหน้าจวบจนค่ำคืนแรกที่คนไทยไม่มีพ่อหลวง เลยไปจนถึงเพลาเคลื่อนพระบรมศพ นั้นก็พลันบังเกิดปรากฏการณ์บนฟากฟ้าหลากหลายเหตุการณ์ ซึ่งนับเป็นเรื่องอัศจรรย์ยิ่งนัก แต่หากคิดว่าพระองค์ท่านทรงเป็นสมมติเทพลงมาจุติ ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ก็จะเป็นบทบันทึกของห้วงเวลาอันแสนเศร้าทางประวัติศาสตร์ที่สามารถเล่าสืบต่อชั่วลูกชั่วหลานได้ตราบนานเท่านาน อัศจรรย์ท้องฟ้าเปิดเหนือโรงพยาบาลศิริราช ไม่ปรากฏที่มาของผู้ถ่ายภาพ แต่ที่แชร์ต่อๆ กันจนมาถึงแพรวนั้นได้จากเพจคุณ  “ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD”  ซึ่งลงภาพนี้พร้อมโพสต์ข้อความว่า “ภาพท้องฟ้าเปิดเหนือศิริราชตอนบ่ายแก่ๆ วันที่ ๑๓ ต.ค. ๒๕๕๙  สะกิดให้คิดมุมกลับได้ว่าป่านนี้บนสวรรค์คงกำลังเฉลิมฉลองต้อนรับการเสด็จฯ กลับของพระองค์ท่านอยู่ หลังจากที่ทรงเสียสละจุติจากเทวโลกลงมาอุบัติในมนุษยโลกเพื่อทรงงานช่วยเหลือดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขพวกเราอยู่ตั้งนาน ผู้เขียนเป็นผู้รู้น้อย แต่ขอเดาจากที่เคยได้ยินมาว่า ที่เห็นฟ้าเปิดเป็นแสงสว่างส่องลงมาท่ามกลางความมืดมนนี้ก็น่าจะเป็นขบวนเทวดา (ที่ตามปกติมีรังสีสว่างมากน้อยตามกำลังบุญ)ลงมากราบบังคมทูลเชิญให้เสด็จฯ กลับสวรรค์นั่นเอง คนไทยเรายุคปัจจุบันมีบุญมากที่ได้เกิดทันแผ่นดินของพระโพธิสัตว์ผู้กำลังสั่งสมพระบารมีเพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ถ้ารักและอาลัยพระองค์ท่านก็พึงเจริญทาน ศีล และภาวนาบารมีตามรอยพระบาทกันเถิด เพราะอย่าลืมว่า เพียงการอธิษฐานว่า “ขอเกิดเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” นั้นไม่พอ […]

เป็นตายไม่ทิ้งกัน! พี่น้องหัวใจแกร่ง เราจะสู้ มะเร็ง ไปด้วยกัน

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเคยได้ยิน ได้ฟัง หรือได้อ่านประสบการณ์การต่อสู้กับโรคร้ายโน่นนี่นั่นไหนมาบ้างไม่มากก็น้อย และท่ามกลางการต่อสู้นั้น เราเชื่ออีกเช่นกันว่าคุณจะได้พบกับคำๆ หนึ่งที่เปรียบเสมือนพรวิเศษ ปัดเป่าโรคร้ายที่น่ากลัวต่างๆให้หมดสิ้นไป คำๆ นั้นก็คือ ‘กำลังใจ’ ลิสต์นี้เราเลยมีเรื่องราวความรักของพี่น้อง 2 คู่  เป็นพี่น้องที่ในยามปกติอาจรัก  หรืองอน และมีเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างกัน แต่เมื่อวันหนึ่งโชคชะตาส่งสาส์นท้าทายที่ชื่อว่า มะเร็ง  มาตรงหน้า สิ่งที่พวกเธอเลือกทำคือ ยิ้มรับและจับมือสู้ไปด้วยกัน มะเร็งหนึ่งในล้าน  อีกก้าวที่ต้องสู้ของเบลล์-บีม หลังจากผ่านมรสุมชีวิตลูกใหญ่  ทั้งการสูญเสียคุณพ่อดี๋  ดอกมะดัน   อดีตตลกชื่อดังของเมืองไทย และเป็นหนี้นับสิบล้านไปไม่กี่ปี  แต่เหมือนชีวิตของสองพี่น้อง บีม-วรานิษฐ์ และเบลล์- ชยานิษฐ์ ยังต้องเจอกับบททดสอบอีกหลายด่าน  และ ‘มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน’ ที่ทางการแพทย์บอกว่ามีโอกาสเกิดขึ้นแค่หนึ่งในล้านคนของเอเชียเท่านั้น ก็เป็นบททดสอบอีกเรื่อง เรื่องเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเบลล์เรียนประถม เธอสังเกตว่าตัวเองมีแผลฟกช้ำสีม่วง ขนาดประมาณหนึ่งข้อนิ้วก้อยตรงต้นแขนด้านซ้าย  ลักษณะแผลค่อนข้างแปลก  มีเส้นเลือดฝอยอยู่ในแผลด้วย  ทุกครั้งที่ไปหาหมอผิวหนัง  มักได้รับคำตอบว่า  น่าจะเป็นความผิดปกติของเซลล์คล้ายกับปานจึงไม่คิดอะไร  พอโตขึ้นแผลที่ว่ายังคงอยู่  เวลาใครเห็นมักจะถามว่า เป็นแผลอะไร  เธอก็ได้แต่บอกว่าไม่รู้  เนื่องจากไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เบลล์ใช้ชีวิตที่มีแผลฟกช้ำอย่างนั้นจนเรียนจบและทำงาน  กระทั่งสี่ปีที่แล้วเธอสังเกตว่าแผลมีขนาดใหญ่ขึ้น  จากหนึ่งข้อ นิ้วก้อยกลายเป็นใหญ่เท่าข้อนิ้วโป้ง  แม้จะไม่รู้สึกเจ็บปวด  […]

keyboard_arrow_up